โลโก้บริษัท Storylog

Storylog

Media & Entertainment

Storylog คือทีมสตาร์ทอัพที่เริ่มก่อตั้งกันช่วงปลายปี 2014 เข้าร่วมและได้รับเงินทุนโครงการ Dtac Accelerate ปีที่ 2 ก่อนจะได้รับเงินลงทุนจาก OokbeeU ที่เกิดจากการรวมตัวของ Ookbee และ Tencent China ในปี 2016

เราเริ่มต้นกันจาก Storylog (https://storylog.co) แพล็ตฟอร์มเล่าเรื่องราว ประสบการณ์ ความคิด ชีวิต ความรัก ถึงปัจจุบัน มีเรื่องราวถูกถ่ายทอดในแพล็ตฟอร์มมากกว่า 200,000 เรื่อง จากนักเล่าเรื่องมากกว่า 20,000 คน

ปี 2016 เราแตกแขนงมาพัฒนา Fictionlog (https://fictionlog.co) แพล็ตฟอร์มเขียน-อ่านนิยายออนไลน์ ที่นักเขียนสามารถเขียนและขายนิยายของตัวเองถึงคนอ่านได้โดยตรงบทต่อบท 

ทีมงานเราเป็นคนรุ่นใหม่ อายุเฉลี่ยที่ 25 ปี 

เราพยายามทำงานด้วยวัฒนธรรมที่เป็นกันเอง และกำลังอยู่ในขั้นดำเนินการสร้าง "Culture ในฝัน" !! ... Culture ในฝัน มันอาจจะฟังดูเลี่ยนๆ ขี้เว่อร์อยู่สักนิด ยิ่งในยุคนี้คำนี้มันถูกใช้บ่อยขึ้น ใครๆ ก็พูดกันถึง Culture คูลๆ ชิคๆ ในที่ทำงาน …ต้องมาอวดกันหน่อยว่าออฟฟิศฉันมีอะไรบ้าง ทำอะไรกันบ้าง โต๊ะปิงปองต้องมี บอร์ดเกมต้องมา

อีกประเด็นนึงที่อยากบอกก่อนคือจริงๆ เรื่อง Culture และความอิสระต่างๆ นานา มันไม่ยากหรอกถ้าทีมคุณมี 5 คน ความยากมันคือตอนคนเยอะหลายสิบคนนี่แหละ เพราะมันจะเกิดปัญหาความไม่แฟร์หรือไม่มี Standard ขึ้น

ส่วนของเรานั้น ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 50 คน 

ซึ่งจริงๆ ส่วนของ Fictionlog มีอยู่ประมาณ 30 กว่าคน Storylog 1 คน (เดี๋ยวหาจังหวะกลับไปพัฒนานะ รอแพรพ) Bearcave Studio 10 คน ส่วน Management Support ที่ดูทั้ง 2 ฝั่งอีกประมาณ 8 คน อายุเฉลี่ยเราประมาณ 26 ปีเท่านั้น โดยมี ratio ชาย หญิง อยู่ที่ 40/60 นับว่าบริษัทยังอยู่ใน Size ไม่ใหญ่มาก เลยพอจัดเต็มข้อได้อยู่ อนาคตถ้าคนมากกว่านี้ก็ค่อยว่ากัน

มาถึงเรื่องหลัก ไอ Culture ในฝันที่เราอยากสร้างเนี่ย มันเป็นยังไง? 

แน่นอนว่ามันต้องคูลๆ เอาใจวัยรุ่น และต้องคงไว้ในความเป็นตัวตนของพวกเรา ซึ่งความคูลที่ว่า เราลองจัดเต็มกันจนคูลไปเกือบจุดเยือกแข็ง!

บุกเบิกความ cool แบบวันนาบีก่อนมันจะแมสมาหลายปี และนี่คือส่วนหนึ่งในวิถีการทำงานแบบสุดโต่งของพวกเรา

  • เข้างานกี่โมงก็ได้ ไม่มีตอกบัตร ไม่นับชั่วโมงทำงาน มีคุยงานใดๆ แต่ละทีมก็นัดแนะกันเอง สถิติการเข้างานสูงสุดของออฟฟิศที่ทำไว้คือ 11.47 …เอ๊ะ ก็ดูไม่ช้าหนิ เปล่า ไม่ใช่ 11 โมงเช้า มันเข้างาน 5 ทุ่ม 47 พร้อมถุงนอน มา Hackathon กันเอง!!!
  • ให้อิสระ Work from home ได้ตามอิสระ แค่แจ้งกันก่อน …ก็นะ ชีวิต กทม. จะเจออะไรกันบ้างก็ไม่รู้ วันใดฝนตกหนักน้ำท่วม รถไฟฟ้าเสีย มี PM2.5 ก็ทำงานอยู่บ้านกันไปเถิด ไม่ต้องลำบากมากันหรอก
  • วันลาแบบ Unlimit …ไม่มีจำกัด จะกี่วันก็ได้ ไม่ต้องพะวงโควต้าใช้วันหุยด!!! ลาป่วย ลากิจ ลาไปเที่ยว ลาอยู่บ้านเฉยๆ …จะลาอะไรก็ลาเถิด ไม่ได้มีปัญหา แค่มีความรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย จะลาก็แจ้ง team lead กันก่อน สบายๆ โตๆ กันแล้ว
  • มีข้าวกลางวันให้ฟรี ทุกวัน แถมมาม่าฟรีเผื่อหิว ขนมฟรีเติมให้ตลอด มีห้องครัวเล็กๆ ให้ทำกับข้าวกินเองได้… คือมากกว่านี้จะเป็นโรงเจแล้วนะ ฝ่ายบัญชีเรายังเรียนทำขนมและปลูกผักกินเอง จึงนำของอร่อยๆ มาแบ่งคนในออฟฟิศอยู่อย่างไม่ขาดสาย ลาภปากมากๆ ฮ่าๆๆ
  • เรามีมุมกาแฟพร้อมเครื่อง Espresso รวมถึงอุปกรณ์ดริป และ Aeropress กาแฟมีทั้ง Espresso Blend จาก Karo Roaster และ Single Origin มากมายจากทุกมุมโลก ชงเองได้ ใช้ CEO ชงก็ได้ …ข้อห้ามอย่างเดียวคือใส่เมล็ด Starbucks ลงเครื่องบด! Hipster ที่ออฟฟิศรับกลิ่นความแมสไม่ได้!!!
  • เราเลือกอยู่กันแบบ Home Office คือมันเป็นบ้านจริงๆ แบบบ้านๆ ชิวๆ สบายๆ ใส่ชุดนอนมาก็ไม่มีใครว่า แต่ถ้าแต่งตัวดีมากจะโดนแซว …นี่ออฟฟิศเริ่มใกล้เต็มยังหาที่ใหม่ไม่ได้เลย เพราะเคยตัวกันแล้ว จะไปขึ้นตึกนี่ปรับตัวลำบาก
  • อ่อ ที่ว่าเป็นบ้าน มีน้องคนนึง มีห้องนอนของตัวเองที่ออฟฟิศเลย กินนอนอยู่ที่นั่นทุกวัน เลยได้ใช้ชีวิตชิคๆ ในย่านเอกมัย พรีเมี่ยมยิ่งกว่าคอนโดหรู ด้วยระยะทาง 0 กิโลเมตรจากออฟฟิศ ตื่นมาปุ๊บ เริ่มงานได้เลย!
  • บอร์ดเกมทุกกลางวัน อันนี้เราจริงจังกับสิ่งนี้มาก ถ้าคุณเล่นไม่ดี ผิด logic ทำทีมเสีย คุณจะโดนสังคมประณาม แต่ถ้าคุณทำงานพลาด จะไม่มีใครว่าอะไรคุณ… งานมันพลาดกันได้ แต่บอร์ดเกมอย่าเล่นพลาดนะเฟร้ย! อันที่จริง culture นี้ค่อนข้างดีนะ มันทำให้คนได้รู้จักกันมากขึ้น ได้เห็นหลายๆ มุมของคนอื่นมากขึ้นด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นมุมจัญไร โกหก ตอแหล ปลิ้นปล้อน หลอกลวง หลอกใช้ ทุกอย่างแย่ๆ เราแสดงพฤติกรรมนั้นให้เห็นกันหมดแล้วตอนเล่นเกม ตอนทำงานเลยกลายเป็นคนดีกันไปหมดเลย ดีจัง ฮ่าๆๆ
  • PS4, Nintendo Switch พร้อมลุยเสมอ… ทุกวันนี้ยังหาคนเล่น PES และ TEKEN ชนะ CEO ไม่ได้เลย เรากำหนดไว้ว่าไม่อนุญาตให้เล่นช่วง 13.00–18.00 กฎนี้รวมไปถึงเกมมือถือด้วย คือเคยปล่อยอิสระ ช่วง ROV นี่เละเทะเกินไป เลยต้องมีกฎกันไว้สักนิด
  • วงดนตรีบรรเลงแทบทุกเย็น กีต้าร์ คาฮองพร้อม จะร้องจะเล่นมาแจมกันได้เสมอ บริษัทเรามีคนเล่นกีต้าร์ได้ 7 คน เรียกได้ว่าไม่มีเหงาหู​ ดนตรีสดบรรเลงให้ฟังกันทุกวัน อย่างไรก็ตามเราอนุญาตให้ปาร์ตี้ข้างนอกได้ถึง 4 ทุ่ม เพราะเคยโดนจดหมายเตือนจากเพื่อนบ้านมาแล้วครั้งนึง ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่เบามากๆ เทียบกับการที่มีวงดนตรี LIVE บรรเลงเพลง ‘ทุกสิ่ง’ อย่างใส่อารมณ์ยาวกันไปถึงตี 4 ในค่ำคืนหนึ่ง …โดยหลังเหตุการณ์วันนั้น เราได้นำกระเช้าไปขออภัยเขาแล้ว T T

ฟังดูน่าสนุกใช่ไหม เขียนเองยังสนุกมือเลย… แต่อย่างไรก็ตาม

ทุกข้อที่กล่าวไปข้างบน มันไม่ใช่สิ่งที่เป็นแกนหลักในภารกิจสร้าง Culture ในฝันขนาดนั้นหรอก… มันยังมีอีกหลายอย่างที่เรายังทำไม่สำเร็จ และทำได้ไม่ดีพอ

Culture การทำงานที่เราอยากให้เป็นมันไม่ใช่แค่ออฟฟิศคูลๆ มีเบียร์ มีโต๊ะปิงปอง ข้าวกลางวันฟรี มีบอร์ดเกม มีบีนแบ็ค ออฟฟิศสวยๆ อะไรเทือกนั้นๆ เราไม่ได้มาเล่นๆ เฮฮาๆ แล้วกลับบ้าน เราไม่ใช่บอร์ดเกมคาเฟ่

เราทุกคนมา “ทำงาน” ที่นี่คือ “ออฟฟิศ”

เราคิดว่า Culture ในแบบที่เราทำมาถึงทุกวันนี้ ถึงจะสุดโต่ง แต่เป็นเวย์ที่ดีไม่น้อย อาจจะวัดได้จากเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา turnover rate เราต่ำมากๆ มีคนลาออกไปประมาณแค่ 5 คนได้

แต่ Culture ในฝันที่เราอยากไปถึงและยังไม่ถึง มันไม่ใช่แค่ How we live แต่มันคือ How we work เสียมากกว่า …สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทางเรายังพยายามพัฒนากันอยู่

อันที่จริงเวลาบริษัทต่างๆ ออกมาแชร์เรื่อง How we work มักจะพูดกันในเรื่องสนุกๆ อย่างที่ผมพูดนั่นแหละ มันยากที่จะเล่าและถ่ายทอดส่วนดีเทลในการทำงานจริง ทั้ง Process ต่างๆ การแก้ปัญหา การสื่อสารระหว่างทีม การวัดผล การรีพอร์ท …สิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งสำคัญทั้งนั้น และไม่ง่ายเลยที่จะทำให้ดี

ยิ่งหากเราให้ทำงานอิสระดูแลตัวเองกันแบบสุดโต่งอย่างที่เราทำ ความชัดเจนในความรับผิดชอบ flow และ process งาน รวมถึงเป้าหมายและการวัดผลมันยิ่งต้องชัดเจน …ไม่อย่างนั้นคนทำงานก็จะ lost ว่าฉันต้องเดินต่อไปอย่างไร เราเจอปัญหานี้กันมาแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังแก้ไม่เรียบร้อย ><

ภาพของ Culture ในฝันที่เราอยากเห็นคือ ทุกคนมาทำงานโดยเข้าใจในบทบาทหน้าที่ และความสำคัญของงานตัวเองอย่างถ่องแท้ และมันควรจะต้องช่วยสร้าง environmant ที่ส่งเสริมให้คนได้พัฒนาทั้งในด้านอาชีพและในฐานะมนุษย์คนหนึ่งไปพร้อมๆ กันอีกด้วย

สำคัญที่สุดคือมันต้องเกื้อหนุนทำให้เกิด Psychological safety กับเพื่อนร่วมงาน สบายใจที่ทำงานด้วยกัน มีปัญหาอะไร คุยกันได้ตรงๆ รู้สึกปลอดภัยที่จะถามคำถามโง่ๆ ปรึกษาเรื่องใดๆ และเตือนกันได้แบบไม่ต้องกลัวอะไร

ฉะนั้นสรุปแล้วมันยังมีอีกหลายอย่างที่เราต้องเดินหน้าพัฒนาต่อ

ซึ่งก็ไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนอยู่กับบริษัทไปตลอดชีวิตหรอกนะ 

Culture ที่ดีมันคงไม่ได้วัดกันที่ว่าทำให้คนอยู่ด้วยกันได้นานแค่ไหนด้วยซ้ำ วันหนึ่งต่างคนอาจจะต้องแยกทาง จะเรียนต่อ จะกลับไปทำที่บ้าน หรือจะไปเริ่มต้นอะไรของตัวเอง

ฉะนั้นในช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน เราควรจะสร้างประโยชน์ด้วยกันให้ได้มากที่สุด คุณได้พัฒนาตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ สนุกกับความท้าทายที่ได้รับมอบหมาย ได้ลองผิดลองถูก เรียนรู้ร่วมกัน บริษัทได้งานดีๆ จากคุณเพื่อช่วยให้เราเติบโตทางธุรกิจ

ซึ่งวันใดที่ปลายทางเราไม่ตรงกัน เราจะได้จากกันด้วยดี และหวังว่าที่นี่จะเป็นช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต ที่พอทุกคนหันกลับมามอง… แล้วเราจะคิดถึงมัน

นี่คือ Culture ในฝัน และวิถีการทำงานที่เราอยากให้เป็น : ))

Contact

39/1 ซอยพาสนา1 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110